แพทย์และเจ้าหน้า เนรมิต คลินิก ที่มีการฝึกอบรมและอัปเดทความรู้ใหม่ๆอย่างสม่ำเสมอ
ให้บริการด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง

FB : https://www.facebook.com/neramitclinic

Nermit Clinic

ชนิดของฝ้า หลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ  ฝ้าระดับตื้น ในระดับหนังกำพร้าหรือผิวหนังชั้นนอก ฝ้ามีสีน้ำตาลขอบชัด ส่วนใหญ่มักจะมีฝ้าบริเวณโหนกแก้ม รักษาหายได้โดยใช้เวลาไม่นาน โดยใช้ยาทารักษาฝ้าที่มีส่วนผสมของยาบางชนิด เช่น ไฮโดรคิวโนน (Hydroquinone) ซึ่งต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์ เพราะเป็นสารที่มีข้อเสียและควรระวัง ฝ้าแบบลึก เกิดความผิดปกติในระดับชั้นผิวหนังแท้ การใช้ครีมรักษาฝ้าและยากันแดดช่วยให้ดีขึ้นได้ แต่รักษายากกว่าฝ้าชนิดตื้น การรักษาบริเวณที่ลึกประกอบด้วยหลายวิธี เช่น การขัดผิวหนัง การลอกผิว การกรอผิว และการใช้เลเซอร์ ทำให้การรักษาส่งผลเร็วขึ้น ซึ่งมีแนวทางดังนี้       1. การลอกฝ้า ( Peeling ) โดยการใช้น้ำยาลอกฝ้าทาทิ้งไว้ 1-2 นาที ตามแพทย์สั่ง (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับผิวหน้าแต่ละบุคคล)

ปัญหาเรื่องสิวจะมีน้อยกว่าเดิม เรื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจน น้อยลง ส่วนใหญ่ที่สิวขึ้น ก็มักจะเป็นเพราะความเครียด หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ มี ฝ้า กระ เพิ่มมากขึ้น ส่วนคอลลาเจนก็ยิ่งถูกทำลายมากไปกว่าเดิม ผิวดูแลดูหยาบกร้านมากขึ้น เพราะหนังกำพร้ามีการผลัดตัวช้ากว่าเดิม และเห็นริ้วรอย ความหย่อนคล้อยบนใบหน้า ได้อย่างชัดเจนกว่าเดิม   ริ้วรอย เกิดจากการที่เส้นใยคอลลาเจนและอิลาสติน ใต้ผิวหนังถูกทำลาย ซึ่งมีอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น แสงแดด (รังสี UV) มลภาวะฝุ่นควัน เราอาจจะคิดว่า ริ้วรอยและรอยย่นบนผิวหน้าเกิดจากการขาดการทาครีมบำรุงรักษาสุขภาพผิว ความเครียดและช่วงอายุวัยที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนพฤติกรรมการหัวเราะหรือการเกร็งกล้ามเนื้อผิวหน้าและขมวดหน้าผากจนเป็นนิสัยเพราะกล้ามเนื้อที่หดเกร็งบ่อยๆจะเกิดเป็นรอยพับบนผิวหนังแท้ เป็นต้น แต่คุณรู้ไหมว่าที่จริงแล้วการเกิดรอยย่นบนผิวหน้ามีสาเหตุเกิดจากสุขภาพร่างกายภายในของเราได้ จากการวิจัยของแพทย์ตะวันออกสามารถช่วยอธิบายสาเหตุของการเกิดริ้วรอยบนผิวหน้าได้                     สิว สิวเกิดจากต่อมไขมันผลิตไขมันมาก และมีการอุดตันทางเดินของไขมัน ทำให้สิว ปัจจัยต่างๆที่ทำให้เกิดสิว ได้แก่  แบททีเรีย, กรรมพันธ์, การรักษาความสะอาด, อาหารมัน หรือหวาน,

ยาปรับสมดุลรักษาสิว ภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ในที่นี่หมายถึง ” ฮอร์โมนเพศ “ เราทุกคนจะมีฮอร์โมนทั้งเพศชาย เพศหญิงอยู่ในร่างกาย และ มีสัดส่วนที่ต่างกันในคนแต่ละคน เช่น เพศหญิง จะมีฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายเยอะกว่าสัดส่วนฮอร์โมนเพศชาย        เพศชาย จะมีฮอร์โมนเพศชายในร่างกายเยอะกว่าสัดส่วนฮอร์โมนเพศหญิง การรักษาสิวฮอร์โมนมีดังนี้ ยา 1ชุด ประกอบด้วยยา 3-4 ชนิด ตามที่แพทย์ประเมิน เริ่มทานยาในวันที่ 1-5 ของการมีประจำเดือน วันใดวันหนึง ให้ทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน ( ไม่ควรลืม ) หากลืมทานให้ทาานทันทีที่นึกได้ และทานครั้งถัดไปตามปกติ จะมีประจำเดือนหลังยาหมดภายใน 3-4 วัน เริ่มยาชุดต่อไปในวันที่ 1-5 วันใดวันหนึ่ง ( เหมือนเดิม ) ของการมีประจำเดือนรอบถัดไป

  จมูกที่สวยแน่นอนค่ะว่าต้องได้รูป เล็ก เรียว สาวๆบางคนยังกังวลเพราะปีกจมูกใหญ่ บาน โอ้ย!! ไม่ได้ดั่งใจ อย่าเพิ่งหงุดหงิดไปเพราะถ้าได้รู้ว่าที่จริงแล้วปีกจมูกที่เราไม่ชอบนั้น ดันช่วยส่งเสริมดวง เสริมโหงวเฮ้ง รับโชค คราวนี้จะตัดไม่ตัดก็แล้วแต่เลยค่า!!! ความหมายในแง่ของ…โหงวเฮ้ง                  สันจมูก หมายถึง การทำมาหาเก็บ หรือโอกาสในการเก็บเงินจากที่ได้ทำงานมา                  ปีกจมูก หมายถึง การทำมาหากินหรือช่องทางในการทำมาหากิน ความคล่องตัว และโอกาสในการประกอบอาชีพหรือดำเนินกิจการใดๆทุกอย่างที่เราตั้งความหวังไว้                

หมดปัญหาใบหน้าหมองคล้ำ ด้วยไอออนโต (IONTO) ไอออนโต (IONTO) คืออะไรใช้รักษาอะไรได้บ้างมีอันตรายหรือไม่ คงเป็นคำถามที่หลาย ๆ คนเกิดความสงสัย เพราะคงจะได้ยินกันมากในช่วง 2 ปีนี้ แต่ไม่ทราบว่าคืออะไร และใช้รักษาอะไร ไอออนโต ชื่อเต็มคือ ไอออนโตโฟรีซีส (IONTOPHORESIS) คือ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่มีประจุไฟฟ้าอย่างอ่อนเป็นสื่อกลางลสู่ผิวหนัง ประจุไฟฟ้าดังกล่าวจะช่วยให้รูขุมขนของผิวหนังโดยเฉพาะบนใบหน้าเปิดกว้างมากขึ้น และทำให้วิตามินที่จะใช้รักษาสามารถแทรกซึมลงไปยังผิวหนังได้มากกว่าการทาครีมหรือโลชั่นแบบธรรมดา ซึ่งอยู่ได้แค่ผิวหนังชั้นบนเท่านั้น วิตามินที่ใช้ในการรักษาด้วยไอออนโตมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด คือ วิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี โดยแพทย์จะพิจารณาใช้วิตามินเอ วิตามินซี หรือวิตามินอื่น ๆ ตามลักษณะของผิวหน้า ดังนี้ วิตามินเอ : ใช้เมื่อใบหน้ามีรอยแผลเป็นจากสิว ซึ่งเป็นร่องลึกกระจายอยู่ตามใบหน้า การใช้วิตามินเอ จะช่วยทำให้แผลเป็นเหล่านั้น ตื้นและเนียนเรียบขึ้น รวมทั้งยังช่วยให้ใบหน้าที่หยาบกร้าน นุ่มเนียนขาวใสยิ่งขึ้น

              เราอยู่ในยุคที่ผู้หญิงและผู้ชาย หันมาใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น ผิวหน้าก็เปรียบเหมือนประตูด่านแรกที่ใครๆก็มองเห็นเป็นอันดับแรกมีผิวหน้าดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ผิวหน้าดีไม่ใช่แค่ไหนไร้สิวฝ้าเพียงแค่นั้น ผิวหน้าดีหมายถึงการที่เรามีผิวหน้าที่สดใส มองดูแล้วไม่หมองคล้ำ ไม่มีริ้วรอยก่อนวัยอันควร ไม่มีตีนกา ไม่มีรอยแดง รอยดำ หรือแม้กระทั่งรอยแผลเป็นจากสิว ถ้าหน้าเราไม่มีปัญหาพวกนี้ ถึงจะเรียกได้ว่าผิวหน้าดี หลายคนคงมีวิธีหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไปสำหรับการทำให้ผิวหน้าดูดี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกครีมบำรุงผิวหน้า การไปหาตัวช่วยอย่างการเข้าคลินิก หรือแม้กระทั่งศัลยกรรม ซึ่งหลากหลายวิธีที่ทำไม่มีถูกมีผิด วันนี้เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่แพทย์ผิวหนังให้การยอมรับและแนะนำให้ใช้ค่ะ Brightening โลชั่นเนื้อบางเบา เหมาะกับทุกสภาพผิว ซึมง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ ช่วยให้ความชุ่มชื้นกับผิว และช่วยให้ดูผิวขาวกระจ่างใส ด้วยส่วนผสมของ Licorice Extract และ Arbutin ส่วนประกอบสำคัญ Licorice Root Extract : เป็นสารสกัดจากรากของ Licorive (ชะเอม) ช่วยลดการอักเสบ และต่อต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากประกอบด้วยสารในกลุ่ม Glycosides 

แผลเป็นนูนรักษาหายไหม? แผลเป็นนูนชื่อทางการแพทย์เรียกว่าแผลเป็นคีลอยด์ แผลเป็นนูนจะมี 2 ชนิด คือ hypertrophic scar จะมีขนาดใหญ่เท่าแผลสดที่เราเป็น แต่แผลคีลอยด์ จะมีขนาดใหญ่มากกว่าแผลสด ในเคสนี้จริง ๆ แล้วคนไข้แค่เป็นสิวเม็ดเล็ก ๆ ตรงหน้าอกเฉยๆ คนไปแกะสิว ให้คิดดูว่าแค่ สิวเม็ดเล็กๆ ทำให้แผลเป็นนูนใหญ่ได้ขนาดนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องระวังนิดนึงนะคะ ถ้าเราเป็นสิวหรือเป็นแผลอะไร ก็พยายามอย่าไปแกะเอง ควรไปปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า เพราะแผลเป็นคีลอยด์จะรักษาค่อนข้างยาก อาจต้องลองรักษาหลายๆวิธีและใช้เวลานานในการรักษา บางคนอาจจะเป็นปีเลยก็ว่าได้ค่ะ ป้องกันแผลเป็นนูนได้อย่างไร? การป้องกันแผลเป็นนูนที่ดีที่สุด (แต่ทำได้ยากที่สุด) คือ หลีกเลี่ยงการเกิดแผล และแจ้งแพทย์เสมอ ถึงประวัติการเคยเป็นแผลเป็นนูนเมื่อต้องมีการผ่าตัด เพราะแพทย์อาจให้การรักษาเพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นตั้งแต่ขณะผ่าตัด ด้วยเทคนิคการเย็บ การปิดแผล การใช้ยาทาแผล และ/หรือ การฉายรังสี (รังสีรักษา) ควรพบแพทย์เมื่อไร? ควรต้องแจ้งแพทย์ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ส่วนเมื่อเกิดแผลเป็นนูนแล้ว ควรรีบพบแพทย์แต่เนิ่นๆ

ผิวของคนเรามีเส้นขนเป็นส่วนประกอบ  ขนมีหลายลักษณะ  อาจมีสีดำ  สีน้ำตาล  หรือสีอื่น ๆ ตามลักษณะเฉพาะทางกรรมพันธุ์  เส้นขนปกคลุมตามผิวหนังส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย  เช่น ผิว  คิ้ว  ขนตา  แขน  ขา  ใต้วงแขน  และบริเวณจุดซ่อนเร้น ซึ่งขนในแต่ละบริเวณจะมีความหนาและความยาวไม่เท่ากัน ปัจจัยที่กระตุ้นการสร้างขน ปกติแล้วเส้นขนจะขึ้นตาบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายในอัตราปกติ  ซึ่งแต่ละบริเวณมีอัตราการขึ้นไม่เท่ากัน การงอกของขนแตกต่างกันไปตามปัจจัยที่มากระตุ้น  ดังนี้ -  ช่วงวัยรุ่น  หรือช่วงอายุ 15  ปี  ในเพศหญิง  และ  13 ปี ในเพศชาย เป็นช่วงที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen)  ออกมาในปริมาณมากส่งผลให้มีเส้นขนขึ้นมากในบริเวณเหนือริมฝีปาก และจุดซ่อนเร้น เส้นขนในบริเวณใต้วงแขนจะเริ่มงอกหลังจากนั้น  2 ปี

สิวเสี้ยนปัญหาที่กวนใจ ใครๆก็ไม่อยากเจอ           คนทั่วไปมักใช้ในความหมายของ “ก้อนไขมันอุดตัน” หรือที่เรียกว่า คอมีโดน (Comedone) จะเป็นสิวเสี้ยนที่เกิดจากต่อมไขมันผลิตไขมันมากเกินไป ทำให้ไขมันหลั่งออกมาไม่ทัน จนเกิดเป็นก้อนอุดตันขึ้นมาในท่อรูขุมขน บางครั้งก้อนไขมันอุดตันก็ไม่มีรูเปิด ทำให้เห็นเป็นสิวหัวขาวฝังอยู่ในผิวหนัง แต่สิวเสี้ยนที่กำลังจะกล่าวต่อไปนี้คือสิวเสี้ยนตามความหมายแรก ซึ่งสิวเสี้ยนหรือขนอุดตันนี้ก็ไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด นอกจากจะมีปัญหาในด้านความงามหรือก่อให้เกิดความรำคาญเท่านั้น             สิวเสี้ยน อีกปัญหาหนึ่งของสิวที่น่ากวนใจเลยไม่น้อย พบได้บ่อยตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยสูงอายุ เพราะเจ้าสิวชนิดนี้จะมาทีเป็นกองทัพ มีสาเหตุการเกิดสิวคล้าย ๆ กับสิวอุดตันหัวดำและมีกระจุกขนเล็ก ๆ หลายเส้นแทรกอยู่ในหัวสิวอุดตันด้วย หรือมีหนามแหลม ๆ ยื่นออกมาทางรูขุมขน โดยมักพบขึ้นบริเวณปลายจมูก หน้าผาด ข้างแก้ม บริเวณคาง คอด้านหลัง ซึ่งสิวเสี้ยนในความหมายก็คือกระจุกของเส้นขนอ่อน ๆ หลายสิบเส้นและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วอุดตันอยู่ในรูขุมขน แต่มีความแตกต่างตรงที่สิวเสี้ยนจะมีขนเข้ามารวมตัวอยู่กับไขมันด้วย ซึ่งขนเหล่านั้นจะมีจำนวนมากกว่าเส้นเดียว บางคนแค่สิวหัวเดียวยังมีขนขดอยู่ถึง 50 เส้น

โรคผิวหนัง โรคผิวหนัง (Skin) เป็นเนื้อเยื่อชั้นนอกสุดที่ห่อหุ้มทุกส่วนของร่างกาย แบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นนอกเรียกว่า หนังกำพร้า (Epidermis) และชั้นในซึ่งเรียกว่า หนังแท้ (Dermis) ผิวหนังเป็นเนื้อเยื่อที่บอบบางมีความหนาตั้งแต่ 0.05 มิลลิเมตร (มม.) ไปจนถึง 1.5 มม. ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเป็นผิวหนังในส่วนใดของร่างกาย ซึ่งผิวหนังที่บางที่สุดคือ หนังตา ส่วนผิวหนังที่หนาที่สุดคือ ผิวหนังส่วนส้นเท้า หนังกำพร้า ประกอบด้วยเซลล์ส่วนใหญ่เป็นเซลล์ชนิดที่ผลัดตัวลอกได้เมื่อเป็นเซลล์ตัวแก่ คือ เซลล์ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว (Epithelium) นอกจากนั้นยังประกอบด้วยเซลล์สำคัญอีกสองชนิดคือ เซลล์ชนิดเมลาโนไซต์ (Melanocyte) ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องผิวหนังจากแสงแดด โดยมีเม็ดสีเพื่อดูดซับรังสียูวี (UV radiation) และเซลล์ชนิดเมอร์เคล (Merkel cell) ซึ่งเป็นเซลล์รับสัมผัสจากการกดเบียดทับหรือการสัมผัสอย่างเบาๆ ทั้งนี้เซลล์ทั้งสามชนิดนี้สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งผิวหนังได้ตามชนิดต่างๆของเซลล์เหล่านั้นคือ มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา