“`
แผลเป็นนูน (Keloid) จากการเจาะหู รักษาอย่างไร?
การเจาะหูเป็นแฟชั่นที่หลายคนชื่นชอบ แต่สำหรับบางคน การสร้างบาดแผลเล็ก ๆ อย่างการเจาะหูกลับกลายเป็นฝันร้าย เมื่อแผลที่ควรจะหายดีกลับกลายเป็นก้อนเนื้อนูนใหญ่ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า “แผลเป็นคีลอยด์” (Keloid) วันนี้ เนรมิต คลินิก สาขาหน้าศาลากลาง โคราช จะพามาทำความเข้าใจว่า แผลเป็นนูน (Keloid) จากการเจาะหู คีลอยด์เกิดจากอะไร สัญญาณเตือนคืออะไร และวิธีรักษาที่ถูกต้องเป็นอย่างไรครับ

แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) เกิดจากอะไร?
คีลอยด์ คือแผลเป็นชนิดหนึ่งที่เกิดจากกระบวนการซ่อมแซมบาดแผลของร่างกายที่ทำงาน “ดีเกินไป” จนมีการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อมากผิดปกติ ทำให้แผลเป็นมีขนาดใหญ่กว่าบาดแผลเดิม
นอกจากบริเวณติ่งหูแล้ว แผลเป็นชนิดนี้ยังพบได้บ่อยในบริเวณที่ผิวหนังมีความตึงมาก ๆ เช่น บริเวณต้นแขน หรือเหนือกระดูกหน้าอก
จุดเสี่ยงคีลอยด์บนใบหู: ติ่งหู VS กระดูกอ่อนใบหู
-
คีลอยด์ที่ติ่งหู: มักเห็นเป็นติ่งเนื้อนูน หากพบในระยะแรกสามารถรักษาให้ยุบได้ง่ายกว่า
-
คีลอยด์ที่กระดูกอ่อนใบหู: การเจาะหูบริเวณกระดูกอ่อนมีความเสี่ยงต่อการเกิดคีลอยด์ได้มากกว่าบริเวณติ่งหู โดยเฉพาะในรายที่มีภาวะแผลติดเชื้อร่วมด้วย
สัญญาณเตือน! แผลแบบไหนกำลังจะกลายเป็นคีลอยด์
หากคุณเพิ่งไปเจาะหูหรือมีบาดแผลตามร่างกาย แล้วพบว่าแผลเริ่มสมานตัวแต่มี “อาการคันร่วมด้วย” รวมถึงรอยแผลเริ่มนูนและขยายขนาดใหญ่ขึ้น ให้สันนิษฐานไว้เลยว่ามีโอกาสสูงมากที่แผลนั้นกำลังจะกลายเป็นคีลอยด์
ทำไมหมอถึงไม่แนะนำให้ “ตัด” คีลอยด์ทิ้ง?
หลายคนมีคำถามว่า “เป็นก้อนเนื้อนูนขนาดนี้ ทำไมไม่ผ่าตัดทิ้งไปเลย?”
คำตอบคือ ห้ามตัดทิ้งเด็ดขาดหากไม่ได้รับการประเมินจากแพทย์ เพราะการผ่าตัดคือการสร้างบาดแผลใหม่ ซึ่งจะไปกระตุ้นกลไกการซ่อมแซมของร่างกายอีกครั้ง ผลลัพธ์คือ คุณอาจจะได้แผลเป็นคีลอยด์ก้อนใหม่ที่ “ใหญ่กว่าเดิม” ด้วยเหตุนี้ แพทย์ส่วนใหญ่จึงหลีกเลี่ยงการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว
แนวทางการรักษาคีลอยด์ที่ เนรมิต คลินิก โคราช
การรักษาแผลเป็นคีลอยด์ค่อนข้างมีความซับซ้อนและมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย โดยแนวทางการรักษาจะมีดังนี้:
-
ระยะแรก (ก้อนยังไม่ใหญ่มาก): แพทย์จะใช้วิธี การฉีดยาละลายแผลเป็น (สเตียรอยด์) เพื่อให้ก้อนคีลอยด์ยุบตัวลง ซึ่งอาจจะต้องมาฉีดเดือนละครั้ง ต่อเนื่องกันเป็น 10 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกาย (บางกรณีอาจใช้การฉายรังสีร่วมด้วย)
-
ระยะรุนแรง (เป็นติ่งเนื้อก้อนใหญ่): หากปล่อยทิ้งไว้จนก้อนใหญ่มาก แพทย์อาจพิจารณาให้ทำการรักษาแบบผสมผสาน คือ การผ่าตัดร่วมกับการฉีดยา ซึ่งการผ่าตัดคีลอยด์บริเวณใบหูต้องอาศัยเทคนิคและความเชี่ยวชาญของแพทย์อย่างมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะใบหูผิดรูป หลังจากผ่าตัดแล้ว ผู้ป่วยยังต้องกลับมาฉีดยาอย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมไม่ให้คีลอยด์กลับมานูนซ้ำ
สรุป: การป้องกันคือวิธีที่ดีที่สุด หากรู้ตัวว่าเป็นคนที่มีแผลหายยากหรือมีประวัติครอบครัวเป็นคีลอยด์ ควรระมัดระวังการเกิดบาดแผล ไม่ว่าจะเกิดจากความตั้งใจ (เช่น การเจาะหู, เจาะสะดือ) หรือความไม่ตั้งใจ (อุบัติเหตุ) เพราะหากเกิดเป็นคีลอยด์ขึ้นมาแล้ว การรักษาต้องใช้เวลาและความอดทนสูงมากครับ
สนใจปรึกษาปัญหาคีลอยด์หรือแผลเป็นนูน ติดต่อ เนรมิต คลินิก โคราช ได้เลยครับ ทีมแพทย์ของเราพร้อมให้คำแนะนำและดูแลอย่างตรงจุด